เมืองสิบสองจุไท

สิบสองจุไท มีพลเมืองหลายกลุ่มชาติพันธุ์ โดยมีคนไทยดำ หรือผู้ไท และไทขาว เป็นหลัก เมืองแต่ละเมืองมีเจ้าปกครองเป็นอิสระต่อกัน ประกอบด้วยเมืองไทขาว สี่เมือง ได้แก่ เมืองไล เมืองเจียน เมืองมุน เมืองบาง และเมืองของไทดำ แปดเมือง ได้แก่ เมืองแถง เมืองควาย เมืองดุง เมืองม่วย เมืองลา เมืองโมะ เมืองหวัด และเมืองซางจากการขุดค้นทางโบราณคดี พบว่าสิบสองจุไท มีร่อยรอยของคนที่อาศัยอยู่บริเวณเมืองแถง มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคหินเก่า เชื่อกันว่า เมืองแถง เป็นถิ่นฐานดั้งเดิม และศูนย์กลางของสิบสองจุไท มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ของคนไทในสิบสองจุไท และในประเทศเวียดนาม คงจะเริ่มตั้งแต่พุทธศตวรรษที่สิบเอ็ด ในบรรดากลุ่มคนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสิบสองจุไท กลุ่มคนไทดำเป็นกลุ่มใหญ่ มีจำนวนมากกว่ากลุ่มอื่น และเป็นกลุ่มคนไทที่รักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทไว้ ได้มากกว่ากลุ่มอื่นราวพุทธศตวรรษที่สิบเจ็ด พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีสัตนาคนหุต (ล้านช้าง) ได้ขยายอำนาจและอาณาเขตมายึดสิบสองจุไท พวกผู้ไทจึงอยู่ภายใต้การปกครองของศรีสัตนาคนหุต จนถึงราวพุทธศตวรรษที่ยี่สิบสอง อำนาจของกรุงศรีสัตนาคนหุตอ่อนแอลง จนถึงปี พ.ศ.2250 กรุงศรีสัตนาคนหุต ถูกแยกเป็นสองอาณาเขตคือ หลวงพระบาง และเวียงจันทน์ ดินแดนสิบสองจุไท จึงถูกแบ่งแยกตามไปด้วย ฝ่ายตะวันตก มีเมืองพวน และเมืองเชียงขวาง อยู่ในการปกครองของเวียงจันทน์ ส่วนหัวเมืองฝ่ายเหนือขึ้นไป เจ้านครหลวงพระบางแต่งขุนนางตำแหน่งหัวพัน ไปปกครองดินแดนนี้ จึงเรียกว่า เขตหัวพัน  ส่วนหัวเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไปคือ บริเวณสิบสองจุไท เจ้าเมืองหลวงพระบางให้เจ้าเมืองปกครองกันเอง ในทำนองประเทศราชต่อมาเมืองหลวงพระบาง และเวียงจันทน์ ตกเป็นเมืองประเทศราชของสยาม สิบสองจุไทจึงนับอยู่ในอาณาเขตของสยามด้วย ต่อมาเมื่อเมื่อประเทศเวียดนาม และจีน ได้ขยายอำนาจลงมาทางใต้ และตะวันตก จึงได้ส่งข้าหลวงมายึดครองดินแดนสิบสองจุไท เจ้าเมืองทั้งหมดยอมส่งบรรณาการให้จีน และเวียดนาม ขณะเดียวกันก็เป็นเมืองในปกครองของหลวงพระบางด้วย สิบสองจุไทจึงได้ชื่อ อีกชื่อหนึ่งว่า เมืองสองฝ่ายฟ้า และเมืองสามฝ่ายฟ้า มาแต่โบราณ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ พวกฮ่อจากประเทศจีน ยกกำลังมาตีหัวเมืองสิบสองจุไท และเมืองพวน และยึดได้ทั้งสองเมือง แล้วขยายอำนาจไปถึงเวียงจันทน์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ จึงโปรดให้ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ยกกองทัพไปปราบฮ่อหลายครั้ง ระหว่างปี พ.ศ.2418 – 2433 สามารถปราบฮ่อได้เรียบร้อย แต่ฝรั่งเศสอ้างว่า สิบสองจุไท เป็นเมืองในปกครองของเวียดนาม และให้เจ้าเมืองไล ปกครองสิบสองจุไท ในฐานะเมืองหลวง สืบมาจนเวียดนามเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยโฮจิมินห์

เมืองโยนกนาคนคร

พญาสิงหนวัติได้สถาปนาเมืองโยนกนาคพันธุสิงหนวัตินครขึ้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง ดินแดนที่ราบในเมืองเชียงราย ใน พ.ศ. 1117 โดยทำการแย่งชิงดินแดนมาจากพวกที่มีอิทธิพลอยู่ก่อนคือ พวกขอมดำหรือกล๋อม ที่พากันหนีไปตั้งหลักแหล่งอยู่ทางใต้บริเวณถ้ำอุโมงค์เสลานคร พญาสิงหนวัติ ทรงรวบรวมพวกมิลักขะหรือคนป่าคนดอยเข้ามาอยู่ในอำนาจของเมืองโยนกนาคนคร มีอาณาเขตทิศเหนือจดเมืองน่าน ทิศใต้จดปากน้ำโพ ทิศตะวันออกจดแม่น้ำดำในตังเกี๋ย ทิศตะวันตกจดแม่น้ำสาละวิน มีเมืองสำคัญ คือเมืองเวียงไชยปราการ อยู่บริเวณแม่น้ำฝางและแม่น้ำกก ดินแดนทางใต้สุดคือที่เมืองกำแพงเพชรอาณาจักรโยนกนาคนครนี้มีพระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ เช่น พระเจ้าพังคราช พระเจ้าพรหม พระเจ้าชัยศิริ ต่อมาประมาณ พ.ศ. 1552 อาณาจักรโยนกนาคนครในสมัยพระเจ้ามหาชัยชนะ ได้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน เนื่องมาจากพนังกั้นน้ำหรือเขื่อนเหนือน้ำพังทลายลง จนทำให้ที่ตั้งเมืองกลายเป็นหนองน้ำใหญ่ (เข้าใจว่าจะเป็นบริเวณที่เรียกว่าเวียงหนองล่ม บ้านท่าข้าวเปลือก ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากทะเลสาบเชียงแสน และบริเวณที่แม่น้ำกกต่อกับแม่น้ำโขง ใกล้วัดพระธาตุผาเงาและพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย) จนเป็นเหตุให้บรรดาราชวงศ์กษัตริย์และขุนนางของโยนกนาคนครเสียชีวิตด้วยเหตุน้ำท่วมเมืองทั้งหมด พวกชาวบ้านที่เหลือรอดชีวิตได้ประชุมปรึกษากันเลือกตั้งให้คนกลุ่มหนึ่งที่มิใช่เชื้อสายราชวงศ์ขึ้นดูแลพวกตน เรียกว่า ขุนแต่งเมือง และเรียกชุมชนแห่งนั้นว่า เวียงปรึกษาเป็นเวลาต่อไปอีก 94 ปี อาณาจักรโยนกนาคนครจึงสิ้นสุดลงเพราะเกิดแผ่นดินไหว ในสมัยพระมหาชัย

อาณาจักรขอม

อาณาจักรขอม เป็นหนึ่งในอาณาจักรโบราณ เริ่มต้นขึ้น ราวพุทธศตวรรษที่ 6 โดยเริ่มจากอาณาจักรฟูนัน มีที่ตั้งอยู่ในบริเวณประเทศกัมพูชา โดยมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของ ประเทศไทย ลาว และบางส่วนของเวียดนามในปัจจุบัน นับเป็นอาณาจักรที่มีแสนยานุภาพมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อมาได้อ่อนกำลังลงจนเสียดินแดนบางส่วนให้กับอาณาจักรสุโขทัยและแตกสลายในที่สุดเมื่อตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรอยุธยา อาณาจักรขอมสืบทอดอำนาจจากอาณาจักรเจนฬา มีสงครามผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะกับอาณาจักรข้างเคียง เช่น อาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรอยุธยา และอาณาจักรจามปา มรดกที่สำคัญที่สุดของอาณาจักรขอมคือ นครวัด และ นครธม ซึ่งเคยเป็นนครหลวงเมื่อครั้งอาณาจักรแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรืองที่สุด และยังมีลัทธิความเชื่อต่างๆ อย่างหลากหลาย ศาสนาหลักของอาณาจักรนี้ได้แก่ ศาสนาฮินดู พุทธศาสนามหายาน และพุทธศาสนาเถรวาทซึ่งได้รับจากศรีลังกา

เดิม ขอม ไม่ได้หมายถึงเขมรกลุ่มเดียว เพราะ เขมร นั้น เป็นคำไทย ซึ่ง หมายถึง ขะแมร์ ชาวเขมร ไม่ได้เรียกตัวเองว่า ขอม และไม่รู้จัก ขอม โดยคำว่า เขมร ได้ปรากฏขึ้นอย่างน้อย ๆ เมื่อ พ.ศ. 1069 จากจารึกคำว่า เขมร ในจารึกซับบาก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ต่อมาสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. 1893 แล้วชื่อ ขอม มีความหมายเปลี่ยนไปเป็นพวกเขมรเท่านั้น สืบมาจนถึงทุกวันนี้ ทำไมชื่อขอม เปลี่ยนความหมายไปเป็นเขมร ? ยังหาคำอธิบายไม่ได้ชัดเจน แต่พอจะจับเค้าว่าเพราะบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานับถือพุทธนิกายเถรวาทหมดแล้ว รวมทั้งละโว้ แต่ทางเขมรยังมีพวกนับถือฮินดูกับพุทธมหายาน คือขอมอยู่บ้าง

คำว่า ขอม ปรากฏในจารึกวัดศรีชุม สุโขทัย 2 แห่ง ระบุชื่อ ขอมสบาดโขลญลำพง จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นนักวิชาการคนแรก ๆ พยายามศึกษาและอธิบายคำคำนี้ใหม่ ได้เสนอว่า ขอม ไม่ได้หมายถึงชนชาติหรือเชื้อชาติ แต่หมายถึงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่รับวัฒนธรรมฮินดูจากชมพูทวีปแล้วภายหลังเปลี่ยนเป็นพุทธมหายาน (ต่างกับชนชาติไทย-ลาวที่นับถือผีก่อนเปลี่ยนมารับพุทธเถรวาทจากชมพูทวีป

 

อาณาจักรทวารวดี

อาณาจักรทวารวดี เป็นที่น่าเชื่อถือขึ้นอีกเมื่อพบเหรียญเงิน 2 เหรียญ มีจารึกภาษาสันสกฤตอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 จากเมืองนครปฐมโบราณ มีข้อความว่า ศรีทวารวดีศวรปุณยะ ซึ่งแปลได้ว่า บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี หรือ บุญของผู้เป็นเจ้าแห่งศรีทวารวดี หรือ พระเจ้าศรีทวารวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ อาณาจักรทวารวดีจึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามีอยู่จริง และยังเชื่อกันอีกด้วยว่าเมืองนครปฐมโบราณน่าจะเป็นศูนย์กลางหรือเมืองหลวงของอาณาจักร แต่ปัจจุบันพบเหรียญลักษณะคล้ายกันอีก 2 เหรียญ ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และที่อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ความสำคัญของเมืองนครปฐมจึงเปลี่ยนไป แต่ขณะเดียวกันนักวิชาการบางท่านก็เชื่อว่าอำเภออู่ทอง หรืออาจเป็นจังหวัดลพบุรี ที่น่าจะเป็นเมืองหลวงมากกว่ากัน

ทวารวดี ได้แปลงมาจากคำว่า โถโลโปตีหรือโกโลโปตี  ที่มีอ้างอยู่ในบันทึกของภิกษุจีนจิ้นฮง ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 กล่าวว่า โถโลโปตี เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรศรีเกษตร และอาณาจักรอิศานปุระ และเขาได้สรุปด้วยว่าอาณาจักรนี้เดิมตั้งอยู่ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน และยังสันนิษฐานคำอื่นๆที่มีสำเนียงคล้ายกันเช่น จวนโลโปติ หรือ เชอโฮโปติ ว่าคืออาณาจักรทวารวดีด้วย

ต่อมาความคิดเห็นนี้ได้มีผู้รู้หลายท่านศึกษาต่อและให้การยอมรับเช่น นายเอดัวร์ ชาวาน และ นายตากากุสุ ผู้แปลจดหมายเหตุการเดินทางของภิกษุอี้จิงในปี พ.ศ. 2439 และ นายโปล เปลลิโอต์ ผู้ขยายความอาณาจักรทวารวดีเพิ่มอีกว่ามีประชาชนเป็นชาวมอญในปี พ.ศ. 2447 เป็นต้น ดังนั้นบรรดาเมืองโบราณรวมทั้งโบราณวัตถุสถานต่างๆที่พบมากมายโดยเฉพาะในบริเวณลุ่มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งแต่เดิมไม่สามารถจัดกลุ่มได้ว่าเป็นของขอมหรือของไทย แต่มีลักษณะคล้ายกับศิลปะอินเดียสมัยราชวงศ์คุปตะ

เมือง จูชิน

ซึ่งจากตำนานของเกาหลีที่ประชาชนหรือลูกหลายที่สืบเชื้อสายมาจาก อาณาจักรโกคุรยอ ที่ได้รอคอย กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเขา โดย กษัตริย์พระองค์นี้ ถือกำเนิดมาจาก ฮวางฮุง เทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขา เพื่อที่จะครองโลกและสร้างเมือง จูชิน  เมืองแห่งความสุขที่ได้รวมคนหลายเผ่าพันธุ์ไว้ด้วยกัน ความเชื่อนี้เกิดขึ้นจากตำนานสร้างโลกของเกาหลีและได้ก่อตั้งบ้านเมืองจนกลายเป็นอาณาจักรหนึ่งที่เรารู้จักกันในชื่อ อาณาจักรโซชอนโบราณ เป็นอาณาจักรที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน  และถูกอาณาจักรฮั่น (ราชวงศ์ฮั่น) ยึดครองและแบ่งออกเป็นมณฑลต่าง เพื่อให้ง่ายในการดูแล แต่มีอีกหลายพื้นที่ที่ไม่สามารถดูแลได้และตั้งตนเองเป็นเมืองโดยสืบทอดความเชื้อวัฒนธรรมของบรรพบุรุษไว้ได้แก่อาณาจักรโกคุรยอ ที่สร้างอำนาจในช่วงที่ ประเทศจีนอ่อนแอลง จนถึงรัชกาลที่ 19 ของกษัตริย์ ที่มีพระนามว่า พระเจ้ากวางแกโตมหาราช เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชนชาติเกาหลีเลยก็ว่าได้ที่สามารถรวมแผ่นดินแถวคาบสมุทรเกาหลีไว้ได้หมดรวมถึงตอนเหนือของจีนโดยหลักการปกครองแบบเมืองพี่เมืองน้อง ทำให้ผู้คนอยู่กันอย่างสงบสุขจนกลายเป็นตำนานเมืองในความทรงจำของชนชาติเกาหลีและขนานามว่าเป็นเมือง จูชิน (เมืองที่พระเจ้าสร้าง)และหลังจากยุคสมัยนี้ไปอีกแค่ 100 ปี คาบสมุทรเกาหลีก็ถือว่าหาความสงบสุขแทบจะไม่ได้เลยดูจากประวัติศาสตร์  สามก๊กเกาหลีได้แก่ โกคุรยอ,ซิลลา,แพ็คเจโดยที่แต่ละก๊กก็จะค่อยแต่จะทำสงครามกันทำให้ทุกที่มีแต่สงคราม จนสามารถรวมกันได้อีกครั้งในสมัยอาณาจักรโครยอ แต่ก็ต้องมาทำสงครามกับเพื่อนบ้านใน สมัย เจงกีสข่าน แห่งมองโกล  ทำให้ยุคสมัยของพระเจ้ากวางแกโตมหาราช กลายเป็นดินแดนในตำนานที่ชนชาติเกาหลี

นครทองคำEl Dorado

ในตำนานเล่าว่าเรื่องของนครทองคำนี้มาจากอินเดียแดงเผ่าชิบชาเชื้อสายมูอิส กาบนเทือกเขาแอนดีส เมืองแห่งนี้ทุกบ้านตกแต่งด้วยทอง ทุกอย่างทำด้วยทอง แม้แต่พิธีกรรมสำคัญของพวกเขาอย่างพิธีบวงสรวงเทวีแห่งทะเลสาบกัวตาวีตา กษัตริย์มูอิสกาจะต้องทาตัวด้วยยางไม้จนทั่วแล้วลงไปเกลือกในผงทองแล้วโดดลง ในน้ำในทะเลสาบล้างผงทองตามตัว แล้วโยนเครื่องทองและอัญมณีลงทะเลสาบ

เป็น ภาษาสเปนเดิมมีความหมายว่า “มนุษย์ทองคำ” แต่กในเวลาต่อมาก็เปลี่ยนเป็น “นครทองคำ” ซึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยทองคำและอัญมณีที่มีค่า เป็นสถานที่ที่ตกแต่งด้วยทอง ทุกอย่างทำด้วยทอง แม้แต่การประกอบพิธีกรรมหัวหน้าเผ่าจะต้องเปลือยกายลงไปชุบตัวในบ่อทอง แล้วจึงจะประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ได้ ซึ่งพอตกค่ำหัวหน้าเผ่าก็จะชำระร่างกายไปกับกระแสน้ำเพื่อพัดเอาทองออกไป คิดดูว่าใช้ทองได้สิ้นเปลืองกันขนาดนี้ ถ้าได้อยู่ที่นี่เอาทองไปขาย ท่าทางจะไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว

โดยประเพณีดังกล่าวถูกยกเลิกในปี 1500 แต่มันก็ได้กระตุ้นให้มันก็ได้กระตุ้นให้นักสำรวจชาวสเปนและชาวยุโรปเข้ามา สำรวจและยึดคลองดินแดนหลายแห่งในทวีปอเมริกาใต้(รวมไปถึงการปล้นทองคำจากชาว พื้นเมืองหลายพื้นที่) แม้แต่โคลัมบัสก็เคยได้ยินเรื่องนี้และพยายามตามหาเหมือนกัน (เมื่อปี 1502) โดยคาดว่านครทองคำนี้อยู่ห่างจากแม่น้ำโอรีโนโก ในเวเนซุเอลา ใช้เวลาเดินทาง 10 วัน แต่ก็ล้มเหลว

ต่อมาก็มีนักสำรวจหลายคนพยายามค้นหานครที่ว่านั้นในอเมริกาใต้ โดยครอบคลุมถึงแม่น้ำอเมซอนเลยทีเดียว หากแต่คนที่รอดกลับมานั้นมีไม่กี่คน และชื่อของเอลโดราโดก็อยู่ในนิยายและวรรณกรรมหลายเรื่อง นอกจากนั้นยังถูกตั้งเป็นชื่อเมืองและสถานทีในอเมริกาใต้และอเมริกาหลายแห่ง เช่น เอลโดราโดเคาน์ตีในแคลฟอร์เนียและรัฐอาร์คันซอ

ดินแดนแห่งสรวงสรรค์ของเพลโต ตอนที่ 3

  การค้นพบกลุ่มหินสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ใต้พื้นทะเลในเกาะบิมินิซึ่งอยู่ในแถบหมู่เกาะบาฮามาสนั้น สิ่งที่เห็นนั้นบางคนให้ความเห็นว่า แท้จริงแล้วกลุ่มหินนั้นเป็นการก่อตัวของกลุ่มหินตามธรรมชาติเท่านั้น แต่อีกฝ่านหนึ่งให้ความเห็นว่าหินทรงสี่เหลี่ยมที่พบนี้ มีลักษณะต่างจากแตกต่างจากกลุ่มหินตามธรรมชาติอย่างมาก นอกเหนือจากปรากฏกลุ่มหินดังกล่าวแล้วยังมีผู้พบเห็นสิ่งแปลกประหลาดรอบมหาสมุทรแอตแลนติก ไม่ว่าจะเป็นพีระมิดที่เหมือนกับประเทศอียิปต์แต่อยู่ใต้น้ำ หรือกลุ่มหินใหญ่ตั้งรายล้อมเป็นวงกลมเหมือนกับสโตนเฮนจ์ในประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ยังมีผู้พบเห็นซากบันไดเป็นขั้นๆ ตามชายฝั่งเกาะเปอร์โตริโก ทั้งยังมีข่าวลือออกมาอีกว่าประเทศรัสเซียได้ค้นพบกลุ่มอาคารซึ่งครอบคลุมบริเวณประมาณ 4 เอเคอร์แถบชายฝั่งทางตอนเหนือของคิวบา

ถ้าสิ่งต่างๆที่ค้นพบมานั้นเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนแอตแลนติสจริง แล้วเมืองแห่งสรวงสวรรค์นี้สาบสูญไปได้อย่างไร เพลโตกล่าวว่าแอตแลนติสถูกทำลายด้วยพายุขนาดใหญ่ภายในช่วงเวลาเพียงแค่คืนเดียว แต่นักวิทยาศาสตร์ระบุแย้งว่า ตามธรรมชาตินั้น การที่แผ่นดินขนาดใหญ่ที่จมหายไปในท้องทะเลถ้าหากจะโผล่ขึ้นมาให้เห็นอีกต้องใช้เวลานานเป็นล้านปีเลยทีเดียว พวกเขากล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ที่แอตแลนติสที่จมหายไปอย่างฉับพลัน หรืออยู่ดีๆก็โผล่ขึ้นมาในทันที แต่ฝ่ายที่สนับสนุนแอตแลนติสแย้งกลับว่า เหตุการณ์ธรรมชาติบางอย่างเช่น อุกกาบาตตกใส่ทะเลหรือภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดครั้งใหญ่ ซึ่งมหันตภัยนี้เคยมีการบันทึกไว้ในอดีต เป็นไปได้หรือไม่ว่าภัยพิบัติเหล่านี้ได้กระหน่ำนครแห่งสรวงสวรรค์ให้สาปสูญไปจากโลก

ดินแดนแห่งสรวงสรรค์ของเพลโต ตอนที่ 2

   แม้ว่าจะยังไม่มีใครค้นพบซากปรักหักพังของนครแอตแดนติส ซึ่งคาดว่าน่าจะหลงเหลืออยู่ บางคนกล่าวว่าค้นพบแอตแลนติสแล้วในมหาสมุทร แอตแลนติก บ้างก็ว่าพบในทะเลเมริเตอร์เรเนียนและบางคนบอกว่าพบในมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณทะเลซาร์การ์โซในมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นบริเวณหนึ่งที่บางคนกล่าวอ้างว่า น่าจะเป็นบริเวณที่แอตแลนติสโผล่ขึ้นมาอย่างช้าๆ เพราะสาหร่ายทะเลที่ขึ้นอย่างอุดมสมบูรณ์เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่าท้องน้ำบริเวณนี้ตื้นเขินขึ้นเรื่อยๆ ฟรานซิส เบคอน นักปราชญ์ชาวอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เคยคิดว่าแอตแลนติสคือทวีปอเมริกาเหนือในปัจจุบัน

ส่วนโอลอฟ รูดเบก นักเขียนจากคริสต์ศตวรรษเดียวกันเชื่อว่า แอตแลนติสคือประเทศสวีเดนบ้านเกิดของเขา ต่อมาในคริสตวรรษที่ 19 นายทหารอังกฤษผู้หนึ่งซึ่งประจำการอยู่ในประเทศอินเดียเสนอแนะว่า เกาะอังกฤษนี่เองคือส่วนหนึ่งที่หลงเหลืออยู่ของแอตแลนติส อย่างไรก็ตามบุคคลเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานใดมาสนับสนุนคำกล่าวอ้างของตนได้ ในระหว่างปี พ.ศ. 2473-2482 เอดการ์เคย์ซี นักทรงวิญญาณชาวอเมริกัน เคยทำนายว่าประมาณปี พ.ศ. 2511 – 2512 บริเวณตะวันตกของแอตแลนติสจะโผล่ขึ้นมาให้เห็นอีกในหมู่เกาะบาฮามาส และเป็นที่น่าประหลาดใจว่าในปี พ.ศ. 2511 กลุ่มหินใต้น้ำจำนวนหนึ่งมีลักษณะเหมือนกับซากปรักหักพังของอาคารและถนน ได้ปรากฏให้เห็นในบริเวณเกาะบิมินิ และมีการส่งนักดำน้ำไปสำรวจกลุ่มหินจำนวนหนึ่ง พวกเขาพบว่าเป็นถนนสายหนึ่งสร้างขึ้นจากหินทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่เรียงต่อกันยาวประมาณ 1 กิโลเมตร

ดินแดนแห่งสรวงสรรค์ของเพลโต ตอนที่ 1

 เพลโต คือ นักปราชญ์ชาวกรีกที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เขามีชื่อเสียงจากการบันทึกเรื่องราวของดินแดนที่สาบสูญไปอย่าง แอตแลนติส ซึ่งเขาเชื่อว่ามีความสวยงามมากที่สุดในโลก แอตแลนติส เป็นเมืองที่สาปสูญที่ผู้คนรู้จักกันมากที่สุด ผู้ที่เคยเขียนถึงนครแอตแลนติส คนแรกคือ เพลโต นักปราชญ์ชาวกรีก ที่เชื่อว่าเขาเคยไปยังดินแดนแห่งนี้และเขียนบันทึกถึงความสวยงามของมันเมื่อประมาณ 12,000 ปีก่อน แอตแลนติสนั้นเป็นทวีปที่ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ในความคิดของเพลโตนั้นแอตแลนติสเปรียบเสมือนกับดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ บ้านเมืองได้รับการวางผังและก่อสร้างเป็นอย่างดีรวมถึงภูมิประเทศตามชนบทแลดูสวยงาม อีกทั้งประชาชนชาวแอตแลนติสยังมีความฉลาด ทำงานต่างๆได้อย่างเชี่ยวชาญมีประสิทธิภาพและมีความสุข

แต่แล้วในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ก็เข้าจู่โจมแอตแลนติส ทั้งพายุเฮอริเคนและคลื่นยักษ์ที่ซัดเข้าถล่มนครแอตแลนติส ทั้งอาณาจักรและประชาชนจมหายไปในทะเลอย่างไร้ร่องลอย เรื่องราวของแอตแลนติสจุดประกายให้นักเขียน นักกวี นักสร้างภาพยนตร์และจิตรกร ซึ่งเรื่องราวและข้อเท็จจริงมากเพียงใด หรือว่าแอตแลนติสเป็นเพียงโลกในจินตนาการของบุคคลผู้ใฝ่หาความดี ซึ่งใฝ่ฝันโลกที่ปราศจากความชั่วร้ายทั้งหมดทั้งมวล

เพลโตอ้างว่า เรื่องราวของแอตแลนติสที่เขียนว่านั้น ได้ข้อมูลมาจากข้อเขียนชาวอียิปต์โบราณ แต่ไม่มีผู้ใดได้เขียนโบราณเหล่านี้ แต่ชาวอียิปต์ที่แปลภาษาอียิปต์โบราณนั้นมีตัวตนอยู่จริง นับแต่นั้นนักโบราณนคดีหลายประเทศทั่วโลกพลิกแผ่นดินค้นหาดินแดนแห่งแอตแลนติส แต่ก็ยังไม่มีใครพบแม้แต่ซากปรับหักพัง

เพลโต คือ นักปราชญ์ชาวกรีกที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เขามีชื่อเสียงจากการบันทึกเรื่องราวของดินแดนที่สาบสูญไปอย่าง แอตแลนติส ซึ่งเขาเชื่อว่ามีความสวยงามมากที่สุดในโลก แอตแลนติส เป็นเมืองที่สาปสูญที่ผู้คนรู้จักกันมากที่สุด ผู้ที่เคยเขียนถึงนครแอตแลนติส คนแรกคือ เพลโต นักปราชญ์ชาวกรีก ที่เชื่อว่าเขาเคยไปยังดินแดนแห่งนี้และเขียนบันทึกถึงความสวยงามของมันเมื่อประมาณ 12,000 ปีก่อน แอตแลนติสนั้นเป็นทวีปที่ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ในความคิดของเพลโตนั้นแอตแลนติสเปรียบเสมือนกับดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ บ้านเมืองได้รับการวางผังและก่อสร้างเป็นอย่างดีรวมถึงภูมิประเทศตามชนบทแลดูสวยงาม อีกทั้งประชาชนชาวแอตแลนติสยังมีความฉลาด ทำงานต่างๆได้อย่างเชี่ยวชาญมีประสิทธิภาพและมีความสุข

แต่แล้วในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน ภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ก็เข้าจู่โจมแอตแลนติส ทั้งพายุเฮอริเคนและคลื่นยักษ์ที่ซัดเข้าถล่มนครแอตแลนติส ทั้งอาณาจักรและประชาชนจมหายไปในทะเลอย่างไร้ร่องลอย เรื่องราวของแอตแลนติสจุดประกายให้นักเขียน นักกวี นักสร้างภาพยนตร์และจิตรกร ซึ่งเรื่องราวและข้อเท็จจริงมากเพียงใด หรือว่าแอตแลนติสเป็นเพียงโลกในจินตนาการของบุคคลผู้ใฝ่หาความดี ซึ่งใฝ่ฝันโลกที่ปราศจากความชั่วร้ายทั้งหมดทั้งมวล

เพลโตอ้างว่า เรื่องราวของแอตแลนติสที่เขียนว่านั้น ได้ข้อมูลมาจากข้อเขียนชาวอียิปต์โบราณ แต่ไม่มีผู้ใดได้เขียนโบราณเหล่านี้ แต่ชาวอียิปต์ที่แปลภาษาอียิปต์โบราณนั้นมีตัวตนอยู่จริง นับแต่นั้นนักโบราณนคดีหลายประเทศทั่วโลกพลิกแผ่นดินค้นหาดินแดนแห่งแอตแลนติส แต่ก็ยังไม่มีใครพบแม้แต่ซากปรับหักพัง

เมืองแห่งกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ตอนที่ 2

   นักโบราณคดีหลายท่านใช้เวลานานหลายปี ในการค้นหาหอคอยแห่งนครบาบิโลนตั้งอยู่ที่ใด บางรายไปค้นหาที่กรุงแบบแดดบ้างก็ไปที่เมืองเบียส์นิมรุด ซึ่งปัจจุบันทั้ง 2 เมืองนี้ตั้งอยู่ที่ประเทศอิรัก แต่แล้วจากการขุดค้นครั้งสำคัญนี้ ความจริงก็ปรากฏตรงกันทุกประการกับที่เฮโรโดตัสกล่าวไว้ในบันทึกของเขา และจากการค้นหาในเอกสารนับพันชิ้นที่นักโบราณนักคดีชาวเยอรมันได้ค้นพบ ทำให้พวกเขาสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันยาวนานของนครบาบิโลนได้

ชาวบาบิโลนนั้นมักเป็นนักเดินทางและนักค้าชั้นยอด พวกเขาเดินทางไปซื้อสินค้าจาก อาเรเบีย อินเดีย ซีเรีย และเปอร์เซีย ขณะเดียวกันก็นำเข้าข้าวบาร์เลย์ ขนสัตว์และผ้าชนิดต่างๆไปขายให้กับผู้คนในดินแดนนั้นๆด้วย หอคอยแห่งบาบิโลนถูกสร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อนในสมัยของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ซึ่งมีการสร้างทีมีความสูงถึง 90 เมตร แต่ไม่มีใครรู้ว่าหอคอยนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ด้านใด เฮโรโวตัสให้ความเห็นว่าด้านบนของหอคอยนี้น่าจะใช้ทำพิธีทางศาสนา ส่วนนักประวัติศาสตร์ชาวซิซิลีชื่อว่า ดิโอโดรัส ให้ความเห็นว่า หอคอยแห่งนี้ใช้ศึกษาการเคลื่อนที่ของดวงดาว เพื่อนำข้อมูลไปวาดแผนที่ แสดงดวงดาว รวมถึงใช้ทำนายการเกิดสุริยุปราคา และ จันทรุปราคา บางคนกล่าวว่าหอคอยแห่งนี้ประกอบด้วยบันไดที่กว้างใหญ่ซึ่งเปรียบเสมือนประตูไปสู่สวรรค์

นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ มีการกล่าวถึงเกี่ยวกับตำนานของบาบิโลนคือ สวนลอย ซึ่งแม้ว่านักโบราณคดียังไม่สามารถชี้ชัดว่าสวนลอยนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ และยังมีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับนครบาบิโลนที่ยังคงเป็นความลับจนถึงปัจจุบันนี้